บทความ

การปกครองและการประสานความร่วมมือในระดับชุมชน (Collaborative Governance)

รูปภาพ
ผมลงพื้นที่ชุมชนจัดเวทีในโครงการพัฒนาความรู้ทางการเงิน โดยอาจารย์สายฝน กระบวนการมีการแลกเปลี่ยนความเห็นร่วมกับชุมชนประเด็นอาชีพรายได้ รายจ่าย หนี้สิน เงินออม ภายในกิจกรรมได้เชิญภาคีมาร่วม แต่บางหน่วยงานยังติดภารกิจ จึงมาร่วมไม่ตรงเวลา อาทิท่านนายอำเภออากาศอำนวย วันแรก ท่านมาร่วมในกระบวนการฟังเสียงสะท้อนจากชุมชน ได้เห็นเครื่องมือเก็บข้อมูล คำถามวิทยากรกระบวนการตั้งประเด็นพูดคุย วันที่สอง ท่านมาร่วมในกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยและความสัมพันธ์ที่เป็นสาเหตุของปัญหา ได้เข้าอกเข้าใจกับทางเลือกดำรงชีพของครัวเรือนในชุมชน ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ สิ่งที่ผมได้เรียนรู้คือ สถาบันการศึกษามีบทบาทสำคัญของการประสานเชื่อมโยงภาคี มาร่วมพัฒนาชุมชน สร้างกลไกแบบ Collaborative Governance และที่สำคัญนายอำเภอบอกว่า กลไกควรยืดหยุ่นและสร้างการเรียนรู้ด้วย อย่างกระบวนการที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ได้จัดร่วมกับชุมชนใน 2 วันนี้ ----- เรื่อง: แตงโม สกลนคร 20-210169

การเขียนโครงการคืออาวุธใหม่ของชุมชนเข้มแข็ง เสียงจากองค์กรชุมชนสกลนคร

รูปภาพ
"สำนึกรักษ์บ้านเกิด" ไม่ควรเป็นเพียงคำนิยามที่สวยหรู แต่มันคือ "อำนาจในการกำหนดอนาคตชุมชนของเรา" จากการที่ผมได้มีโอกาสในฐานะตัวแทนมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร เข้าร่วมประชุมพิจารณาโครงการปีงบประมาณ 2569 ของสภาองค์กรชุมชนจังหวัดสกลนคร (ตาม พ.ร.ฎ. พอช.) สิ่งที่ผมเห็นไม่ใช่แค่กระดาษเสนอขออนุมัติงบประมาณ แต่คือภาพสะท้อนของความพยายามที่ชุมชนต้องการ "ลุกขึ้นมาจัดการตัวเอง" อย่างแท้จริง 1. ตัวชี้วัดความเข้มแข็ง “เขียนได้ คิดเป็น ทำเอง” เราต้องเลิกติดกับดักการรอคอยงบประมาณจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว ทักษะการเขียนโครงการเพื่อสะท้อนความต้องการของพื้นที่ คือดัชนีชี้วัดความเข้มแข็งที่จับต้องได้ที่สุด ชุมชนต้องเป็นผู้บอก ว่าพื้นที่ขาดอะไร และจะจัดการอย่างไร ความร่วมมือไร้รอยต่อ ภาพของแกนนำชาวบ้านที่จูงมือท้องถิ่น (อปท.) มาร่วมคิดร่วมทำ คือโมเดลความสำเร็จที่ยั่งยืน ความอดทนที่ออกดอกผล ต้องชื่นชม พอช. ที่บ่มเพาะทักษะนี้มาตั้งแต่ปี 2543 จนสร้าง "ผู้นำชุมชน" ที่มีทักษะบริหารจัดการโครงการได้จริง 2. บทบาทมหาวิทยาลัย ไม่ใช่แค่หอคอย แต่คือ "ที่ปรึกษาข้างกาย" มหาว...

“ปัจจัยอะไรที่ทำให้กลุ่มอาชีพในชุมชนแข็งแกร่ง เกิดการยกระดับ

รูปภาพ
เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมบางกลุ่มอาชีพถึงเติบโตเอาๆ แต่บางกลุ่มกลับย่ำอยู่กับที่? จากที่ผมได้ลงพื้นที่ทำวิจัยและคลุกคลีกับพี่น้องมานาน ผมตกตะกอนความลับ 5 ข้อ ที่จะช่วยให้กลุ่มของเรา “โตแบบก้าวกระโดด” มาฝากกันครับ 5 หัวใจหลัก พากลุ่มอาชีพรุ่งเรือง การจะยกระดับกลุ่มอาชีพให้มีรายได้เข้ากระเป๋าต่อเนื่อง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญครับ แต่ต้องมี 5 อย่างนี้ ของต้องพอ (ปริมาณสินค้า) มีของขายสม่ำเสมอ ไม่ใช่ลูกค้ามาแล้วไม่มีให้ เงินต้องไหล (รายได้สม่ำเสมอ) ทำแล้วต้องมีกินมีใช้ตลอดปี ไม่ใช่รวยแค่วันเดียว ที่ขายต้องชัด (ตลาด) รู้ว่าใครจะซื้อ และซื้อที่ไหน เงินต้องหมุน (ทุนหมุนเวียน) มีระบบจัดการเงินที่ดี ไม่ให้ขาดมือ ใจต้องรวม (การประชุมกลุ่ม) เดินคนเดียวไปได้เร็ว แต่เดินด้วยกันไปได้ไกลครับ สูตรสำเร็จ "คน-งาน-เงิน" และ "ความเชื่อใจ" จุดที่จะทำให้กลุ่มองค์กรเราเปลี่ยนจาก “กลุ่มเล็กๆ” เป็น “กิจการที่มั่นคง” ได้นั้น ต้องบริหาร 3 เรื่องนี้ให้ขาดครับ คน วางตัวบุคคลให้เหมาะกับหน้าที่ ใครเก่งขายให้ขาย ใครเก่งทำให้ทำ งาน วางระบบการทำงานให้ชัดเจน ไม่สับสน เงิน บัญชีต้องโปร่งใส เบิกจ่ายได้ไว ตรวจ...

อย่าเพิ่งกล่าวหาสินค้าชุมชนว่า “ล้นตลาด” ถ้ายังไม่ได้วางแผนโลจิสติกส์และสร้างผู้ประกอบการ

รูปภาพ
หลายครั้งที่เราปลูกสินค้าหรือมีของดีๆ ออกมาเต็มสวน แต่กลับขายไม่ได้ราคา จนเรามักปลอบใจตัวเองว่า “สงสัยตลาดจะล้น” หรือ “คนปลูกกันเยอะเกินไป” แต่ถ้าลองมองกันตามจริง ปัญหาอาจไม่ใช่เพราะคนเลิกกินของที่เราปลูก แต่เป็นเพราะ “ของดีของเรา เดินทางไปไม่ถึงมือเขา” ต่างหากครับ 3 อุปสรรคใหญ่ที่กั้นขวางรายได้เรา ลองสังเกตดูครับว่าสินค้าของเรากำลังเจอเรื่องเหล่านี้อยู่หรือไม่? ส่งไปไม่ถึงเมือง เราอยู่ไกล การขนส่งลำบาก ค่ารถแพงจนไม่คุ้มทุน แผนการปลูกไม่ต่อเนื่อง ส่วนมากตลาดใหญ่อยากได้ของทุกวัน เช่นวันละ 100 กิโลฯ แต่เราทำได้แค่ตามมีตามเกิด บางวันเยอะจนล้น บางวันไม่มีส่ง ขาดเงินทุนและทักษะ จะให้ลองทำอะไรใหม่ๆ ก็กลัวเจ๊ง เพราะเงินลงทุนเราน้อย จะทำฟาร์มให้ได้มาตรฐานประณีตเหมือนในทีวีก็ยังขาดความรู้ เมื่อเราต่างคนต่างทำ ผลผลิตน้อยก็แย่งกันขาย พอมีมากก็ตัดราคากันเอง จนสุดท้ายระบบที่จะส่งของไปขายระดับโรงงานหรือห้างสรรพสินค้าก็เกิดไม่ได้เสียที ทางออกคือ “รวมกันเราอยู่” เปลี่ยนจาก ‘ชาวสวน’ เป็น ‘กิจการชุมชน’ ทางแก้เดียวที่จะทำให้เราสู้กับตลาดข้างนอกได้ คือการหยุดสู้เพียงลำพัง แล้วหันมารวมกลุ่มกันในรูปแบบ “บริ...

มากกว่างานวิจัย คือการพัฒนาคน

รูปภาพ
Financial Literacy หรือความรู้ทางการเงิน มันคือ "อำนาจในการกำหนดชะตาชีวิต" ในระดับมหภาค ปัญหานี้คือหลุมดำที่กักขังผู้คนไว้ในวงจรความยากจน และเป็นกำแพงสูงชันที่ท้าทายหัวใจของนักวิจัยทุกคน เมื่อความรู้และเทคโนโลยี... ไม่อาจเข้าถึงหัวใจ ทำไมปัญหานี้ถึงมีคนเพียงหยิบมือที่กล้าทุ่มตัวลงไปศึกษา? นั่นเพราะคำตอบไม่ได้อยู่ในหน้าจอกราฟหรืออัลกอริทึมที่ชาญฉลาด แต่คำตอบอยู่ที่ "คน" มนุษย์เรานั้นซับซ้อน ลึกซึ้ง และบ่อยครั้งที่เราเลือกปิดบังความเจ็บปวดหรือสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาไว้ภายใต้หน้ากาก ในงานวิจัยผมจึงไม่ได้มองคนเป็นเพียง "กลุ่มตัวอย่าง" แต่เรามองว่าการ "สร้างคน" คือเป้าหมายสูงสุดและเป็นคำตอบเดียวที่จะพังทลายกำแพงความยากจนนี้ได้ ศรัทธา คือ สะพานเชื่อมการเปลี่ยนแปลง การจะเปลี่ยนชีวิตใครสักคนไม่ใช่เรื่องของการออกคำสั่ง แต่มันคือการบ่มเพาะ "ศรัทธา" เราต้อง รับฟัง จนเขาไว้วางใจ เราต้อง ชี้แนะ จนเขาเห็นแสงสว่าง เราต้อง ร่วมแก้ไข และ ตัดสินใจ เคียงข้างเขา เราทำสิ่งเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความเพียร จนเกิดเป็นความเชื่อมั่น เพราะเมื่อใดที่ศรัทธาปราก...

เริ่มต้นสร้างทักษะทางการเงิน ผ่านเรื่องเล่าของยายเอ็ม-ยายพยอม กับสมุดเล่มเล็กประจำตัว

รูปภาพ
ผมมีเรื่องราวอบอุ่นหัวใจจากหมู่บ้านที่ทำวิจัยมาเล่าให้ฟังครับ เป็นเรื่องของ “ยายเอ็ม” และ “ยายพยอม” ผู้ใหญ่ที่รักเคารพ ที่เพิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า “อายุเป็นเพียงตัวเลข” และการเรียนรู้นั้นไม่มีวันสายเกินไป โดยเฉพาะเรื่องการจัดการเงินๆ ทองๆ ในกระเป๋าเราเอง ปลดล็อกความกลัว ป.4 ก็ทำได้ ไม่ต้องกลัวผิด หลายคนพอพูดถึงเรื่อง “ทำบัญชี” ก็เบือนหน้าหนีแล้วใช่ไหมครับ? กลัวว่าจะยุ่งยาก กลัวเขียนผิด กลัวจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โต ยายๆ ของเราก็เคยกลัวครับ ยายบอกว่า “เรียนมาแค่ ป.4 จะไปทำได้ยังไง” ผมเลยบอกยายไปคำหนึ่งว่า “อาจารย์ที่จบปริญญา เขาก็ต้องผ่าน ป.4 มาเหมือนกันครับยาย” หลักการพื้นฐานมีแค่บวก ลบ คูณ หาร มันคือความรู้เดียวกันเป๊ะ! เราจึงเริ่มกันง่ายๆ ครับ ไม่ต้องมีแบบฟอร์มยากๆ แค่จดตามที่เข้าใจว่า “วันนี้จ่ายอะไร” และ “วันนี้ขายได้เท่าไหร่” จดเพื่อตัวเราเอง ไม่ได้จดส่งครู เพื่อให้เห็นว่าเงินที่หามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงนั้นมีมูลค่าเท่าไหร่ 10 วันงานกาชาดกับเงินหมื่น พลังของการ "จด" เชื่อไหมครับว่า ผลลัพธ์ที่ได้มันน่าชื่นใจขนาดไหน? จากสมุดบันทึกรายได้จากการไปขายของในงานกาชาด (9-18 ม.ค. 69) ที่ผ...

โอกาสที่แท้จริง ควรเป็นของผู้ที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบ

รูปภาพ
ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน เคยถูก เตือน อย่างตรงไปตรงมาว่า "โม อย่าเล่นผิดบทบาท แค่ช่วยให้เหตุการณ์นั้นผ่านไปก็พอ เสียเวลาเปล่า ๆ" ตอนนั้นผมไม่เข้าใจ เชื่อว่าความทุ่มเทและการมองเห็นปัญหาล่วงหน้าของผมคือ โอกาส ในการสร้างผลงานที่ดีที่สุด และถึงแม้ผมจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่ง "คนตัดสินใจ" ผมก็ยังคงมุ่งมั่น รักษาอารมณ์ และพยายามทำตามบทบาทเสริมที่ได้รับอย่างดีที่สุด เพราะคิดว่านี่คือสนามให้ผมได้เรียนรู้และพิสูจน์ตัวเอง ผมทุ่มเทเสนอแนวคิดที่ผมเชื่อมั่นว่าจะช่วยพลิกสถานการณ์ได้ แต่สุดท้าย…มันก็เป็นไปตามคำเตือนนั้นจริง ๆ หลายปีผ่านไป ผมได้เห็นผลลัพธ์ที่ตอกย้ำความจริงที่เจ็บปวด สิ่งที่ผมนำเสนอไป ไม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์มากพอ สาเหตุนั้นง่ายและซับซ้อนในเวลาเดียวกัน มันถูกสรุปด้วยประโยคที่ว่า "คนคิดไม่ได้ทำ คนทำไม่ได้คิด" นั่นทำให้ผมตระหนักได้ว่า โอกาสที่แท้จริงของการสร้างผลลัพธ์ที่น่าประทับใจนั้น ควรเป็นของผู้ที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบ ในการนำแนวคิดไปปฏิบัติจริงเท่านั้น ไม่ใช่คนที่พยายามก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองด้วยความหวังดี บทเรียนที่ผมได้รับไม่ได้มีเพียงการเรียนรู้ที่จะ ...