การเขียนโครงการคืออาวุธใหม่ของชุมชนเข้มแข็ง เสียงจากองค์กรชุมชนสกลนคร

"สำนึกรักษ์บ้านเกิด" ไม่ควรเป็นเพียงคำนิยามที่สวยหรู แต่มันคือ "อำนาจในการกำหนดอนาคตชุมชนของเรา"
จากการที่ผมได้มีโอกาสในฐานะตัวแทนมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร เข้าร่วมประชุมพิจารณาโครงการปีงบประมาณ 2569 ของสภาองค์กรชุมชนจังหวัดสกลนคร (ตาม พ.ร.ฎ. พอช.) สิ่งที่ผมเห็นไม่ใช่แค่กระดาษเสนอขออนุมัติงบประมาณ แต่คือภาพสะท้อนของความพยายามที่ชุมชนต้องการ "ลุกขึ้นมาจัดการตัวเอง" อย่างแท้จริง
1. ตัวชี้วัดความเข้มแข็ง “เขียนได้ คิดเป็น ทำเอง”
เราต้องเลิกติดกับดักการรอคอยงบประมาณจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว ทักษะการเขียนโครงการเพื่อสะท้อนความต้องการของพื้นที่ คือดัชนีชี้วัดความเข้มแข็งที่จับต้องได้ที่สุด
- ชุมชนต้องเป็นผู้บอก ว่าพื้นที่ขาดอะไร และจะจัดการอย่างไร
- ความร่วมมือไร้รอยต่อ ภาพของแกนนำชาวบ้านที่จูงมือท้องถิ่น (อปท.) มาร่วมคิดร่วมทำ คือโมเดลความสำเร็จที่ยั่งยืน
- ความอดทนที่ออกดอกผล ต้องชื่นชม พอช. ที่บ่มเพาะทักษะนี้มาตั้งแต่ปี 2543 จนสร้าง "ผู้นำชุมชน" ที่มีทักษะบริหารจัดการโครงการได้จริง
2. บทบาทมหาวิทยาลัย ไม่ใช่แค่หอคอย แต่คือ "ที่ปรึกษาข้างกาย"
มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น (ราชภัฏ) ควรไม่หยุดอยู่แค่การสอนในห้องเรียน แต่เราคือฟันเฟืองสำคัญในการ
- เติมเต็มทางเทคนิค ให้คำปรึกษาการเขียนโครงการและการบริหารจัดการ
- วางรากฐานข้อมูล สร้างระบบฐานข้อมูลชุมชน เพราะ "ข้อมูลที่แม่นยำ" คืออำนาจในการต่อรองงบประมาณ
เสียงสะท้อนถึงนโยบาย "ช่องว่าง" ที่รอการเติมเต็ม
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ "ปัญหาบ้านทรุดโทรม" ผมเห็นพี่น้องส่งข้อมูลปัญหาเข้ามามหาศาล แต่เมื่อกางเกณฑ์พิจารณา กลับมีเพียงส่วนน้อยที่เข้าเงื่อนไขได้รับความช่วยเหลือ
คำถามสำคัญคือ เราจะปล่อยให้บ้านที่เริ่มพัง ต้องรอจน "พังถล่ม" หรือ "ทรุดโทรมถึงขีดสุด" ก่อนใช่ไหม ถึงจะได้รับสิทธิ์ช่วยเหลือ ตามเงื่อนไข?
ข้อเสนอต่อการปรับเปลี่ยนนโยบาย
- เปลี่ยนจากการ "ซ่อม" เป็นการ "ป้องกัน" นโยบายในปนะเทศไทยควรยืดหยุ่นให้งบประมาณสามารถใช้ในการปรับปรุงเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามจนแก้ไขยาก
- ทลายข้อจำกัดเชิงเงื่อนไข ปรับเกณฑ์การพิจารณาให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของพื้นที่ ไม่ใช่ยึดโยงเพียงตัวเลขหรือระเบียบที่แข็งตัวจากส่วนกลาง
เราต้องการนโยบายที่ฟังเสียง "ข้อมูล" จากพื้นที่ มากกว่า "ข้อกำหนด" ในกระดาษ เพื่อให้คำว่า "ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในทุกหลังคาเรือนของสกลนคร ซึ่งน่าจะยังคงมีมากกว่า 1,000 หลัง
ขอชื่นชมและเป็นกำลังใจครับ-----
เรื่อง: แตงโม สกลนคร
270169

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น